ย้อนความหลัง ณ แดนแซมบ้า (2)
posted on 09 Nov 2009 17:42 by moonshine in Brasil
ความเดิมตอนที่แล้ว....>จิ้ม<
(2)
ก็เลือกไปแล้วน่ะ....
ถ้าถามว่าทำไมถึงกล้าเลือกหรืออยากไปประเทศ 5 อันดับนั่น บอกตามตรง ไม่รู้จะบรรยายยังไง ว่า ‘อยาก’ อย่างเจาะจงหรือเปล่า เพราะ ณ วินาทีนั้น คือ ‘อยากไปมันหมด อยากไปทุกที่เลย! อยากไปจากเมืองไทยง่ะ!!’ เพราะฉะนั้นประเทศไหนที่ ‘ไปได้’ และ ‘น่าจะได้ไป’ เราก็เลือกทั้งนั้นแหละ!
เราก็เลยเลือกประเทศใหญ่ๆ อย่างบราซิลมาก่อน หลายคนคงสงสัยทำไมเราไม่เลือกอาร์เจนติน่าที่ดูแล้วน่าจะเจริญกว่า ตอนนั้นบอกได้เลยว่ารู้จักประเทศนี้พอสมควร เพราะดูสารคดีบ่อย แล้วก็รู้ว่าประเทศนี้มันมีประท้วงเยอะ การเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจฟุ้งเฟ้อ(เหมือนเมืองไทยตอนนี้) รู้แต่ว่าไม่อยากไปเจอปัญหาสังคมอะไรเทือกนั้น เลยเลือกบราซิล เพราะเราเชื่อว่าประเทศนี้น่าจะมีปัญหาพวกนี้น้อยกว่า(แต่มีปัญหาอื่นแทน =”=) ...ความจริงทุกประเทศก็มีข้อดีข้อเสียน่ะนะ
ผ่านไปประมาณ 2-3 อาทิตย์มั้ง เพื่อนที่ติดตัวสำรองเหมือนกันเริ่มโดนทยอยเรียกไปแล้ว มีทั้งคนที่เอาและไม่เอา เฝ้าคิดแต่ว่าเมื่อไหร่เขาจะเลื่อนถึงเราหนอออ... ค่อนข้างมั่นใจทีเดียวละว่ายังไงก็ต้องมีที่นั่งเหลือให้เราบ้าง เพราะประเทศแถบละตินไม่ค่อยมีคนเลือก คนที่เลือกตั้งแต่แรกก็ติดตัวจริงไปเลย อีกอย่างอันดับสำรองของเราก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก
จนวันนึง ไม่มีใครอยู่บ้าน ออกไปข้างนอกกันหมด เราก็นั่งเล่นคอมอยู่คนเดียว(ปิดเทอมอ่ะนะ) โทรศัพท์ก็มา...ทางมือถือ เจ้าหน้าที่เอเอฟเอสบอกว่า
‘น้องได้บราซิลนะคะ จะไปมั้ย เดี๋ยวพี่จะโทรมาฟังคำตอบอีกทีนะคะ’
ตอนนั้นไม่ได้กริ๊ดนะ แต่รู้สึกแบบโล่งอก เฮ้ออออ เลื่อนถึงกูสักที ฮ่าๆ เหมือนรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าถ้าได้ ไม่บราซิลก็อาร์เจนฯนี่ล่ะวะ (ตั้งแต่ประโยค จะไปมั้ย เราตอบ ‘ไป’ ไปแล้วด้วยอ่ะ แต่ที่จริงพี่เขายังพูดไม่จบประโยคต่างหาก กร๊าซซซ)
ไม่ได้โทรบอกแม่ บอกเพื่อน บอกใครๆ ที่ไหน เพราะในใจมีคำตอบอยู่แล้ว
จำไม่ได้จริงๆ ว่าพี่เขาโทรมาถามอีกทีในวันเดียวกันนั้นเลย หรือโทรมาวันรุ่งขึ้น แต่ทันทีที่แม่กลับบ้านก็บอกแม่ว่า เขาโทรมาบอกแล้วนะว่าได้บราซิล
‘มุกจะไปนะ โอเคป้ะ ให้ไปใช่มั้ย’ แม่มองหน้า ...แต่ไม่ได้ว่าอะไร เราเลยเสริมไปว่า ‘บอกเขาไปแล้วว่าจะไป’ ....ก็เราบอกว่าไปจริงๆ นิ แม้เขาจะให้เวลาเราคิดอีกหน่อยก็ตาม ^^
แม่ยังยืนยันคำเดิม คือ ถ้าเราอยากไป ก็ให้ไป
...พึ่งมาสำนึกตอนนี้แหละว่าแม่เป็นคนเปิดกว้างมากกกกกก เพราะเห็นจากพ่อแม่เพื่อนคนอื่นๆ บางคนมักจะมีนู้นนั่นนี่มาอ้าง และไม่มีความไว้ใจในประเทศที่เราจะไป โดยเฉพาะในประเทศที่ไกลสุดๆ แบบนี้ แต่แม่เราไม่ใช่คนที่มองโลกแคบขนาดนั้น...ยอมให้ลูกสาวไปผจญภัยในทวีปที่ได้ชื่อว่าห่างไกลจากประเทศไทยจริงๆ ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม
หลังจากตกลงไปอย่างเป็นทางการ ทางเอเอฟเอสก็ส่งเอกสารเกี่ยวกับการทำเรื่องขอวีซ่าทั้งบราซิลและอเมริกามาให้(ต้องไปทรานซิท)
บร๊ะเจ้าจ๊อตโต้ววววว์!!!
มันเยอะแยะยั่วเยี้ยสุดจะบรรยาย
ตอนนั้นวิ่งวุ่นมาก ไปนู้นมานี่ทั่วเมือง แปลเอกสารเป็น 2 ภาษาก็เสียเงินอีกเยอะ แม่ก็ต้องทำงาน แล้วก็ต้องทิ้งงานบ้างเพื่อไปกะเรา โหหห เอาซะเหนื่อย เครียด มีทะเลาะกันด้วยแหละ ...เซงเลย
จากนั้นไม่นานก็มีการเข้าค่ายก่อนไป หรือเรียกว่า Departure Orientation Camp ค่ะ ค่ายนี้รวมเด็ก ภาคพื้นใต้ ไว้ทั้งหมด ได้เจอเพื่อนร่วมชะตากรรมที่จะไปบราซิลด้วยกันอีกเกือบ 20 ชีวิต ที่ค่ายก็มีร้อง เต้น เล่น รำ ให้เราได้รู้จักกัน ไม่เพียงแต่ในประเทศเดียวกัน แต่กับเพื่อนทั้งค่าย
จากนั้นก็จะมีช่วงแบ่งกลุ่มอภิปรายบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้เราเข้าใจชีวิตในอีก 1 ปีข้างหน้านี้มากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งก็คือรุ่นพี่ประเทศจะสอนภาษาเบื้องต้นให้รุ่นน้อง พวกคำหากินอย่าง สวัสดี สบายดีมั้ย ขอบคุณ หิวข้าว หิวน้ำ ฉันชื่อ... มาจากประเทศ... วัน เวลา การนับเลข แล้วสุดท้ายก็ให้รุ่นพี่เองนั่นแหละเรียกน้องไปทดสอบทีละคน ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก ส่วนใหญ่ให้ทวนไอ้เบสิคทั้งหลาย แล้วก็นับ 1-10 รุ่นพี่ที่ได้ทดสอบเราแอบบอกว่าสำเนียงดีนะ 555+ โคตรดีใจ (แต่หลังจากนั้นก็คิดได้ว่า การนับเลขด้วยสำเนียงที่ถูกต้อง ไม่ได้ช่วยในการดำเนินชีวิตเท่าไหร่นัก = =’)
จบค่ายด้วยความประทับใจมากถึงมากที่สุด การได้เจอพี่ๆ และอาจารย์ที่บอกเล่าประสบการณ์มากมายและให้คำแนะนำดีๆ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในตอนนั้น
แต่ที่สำคัญมากๆ น่ะ คือการได้เจอเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อนที่จะเดินทางไปด้วยกัน ไปเจออะไรคล้ายๆ กัน จบค่ายแล้วรู้สึกเหมือนอะไรๆ เราก็พูดภาษาเดียวกันหมด มีความเห็นเหมือนๆ กัน เข้ากันได้ดีมากๆ เลยล่ะ! บอกได้เลยว่าตอนนั้นน่ะแม้ทุกคนยังตะลอนๆ อยู่ที่เมืองไทยรอเวลาออกเดินทาง แต่...ใจน่ะ...ลอยไปถึงบราซิลแล้ววว!
ตั้งแต่ได้รู้ว่าเราไปบราซิลชัวร์แล้ว ก็นั่งเสิร์ชหาเรื่องราวมากมายในเว็บ เผื่อจะมีพี่ๆ รุ่นก่อนๆ มาเขียนหรือเล่าให้ฟังบ้าง หนึ่งในนั้นที่เราได้เจอคือ พี่เอก บราซิลรุ่น 33 ปี 1994 (รุ่นเดียวกับดีเจปาล์ม ปารากวัย แน้) ได้อ่านเรื่องเล่าเยอะมากๆ ไม่ใช่ของบราซิลอย่างเดียว แต่จากหลายๆ ประเทศในละตินอเมริกา มันต้องคล้ายๆ กันบ้างละน่า...
บางทีการรู้เยอะไปก็ไม่ดี มันไม่มีอะไรตื่นเต้น อีกอย่างมันทำให้เราคาดหวัง เพ้อฝันไปต่างๆ นานา ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าความคาดหวังนี่แหละจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
หลังจากจบค่ายเพื่อนๆ หลายคนก็ทยอยได้โฮสกันแล้วล่ะค่ะ ถ้าจำไม่ผิดเราได้ตอนมกรามั้ง(ยังมีคนได้ช้ากว่านั้น)
มีอยู่วันนึงเราได้เมลล์ e-card จากใครสักคนดูชื่อแล้วก็รู้ว่าคนต่างชาติชัวร์ เขียนคำอวยพรมาแบบ ...ภาษาโปรตุเกสชัดๆ แม้ตอนนั้นจะยังไม่ค่อยเก็ทความหมาย เราก็แอบตื่นเต้นแบบ.. โฮสกูป่าวว้า และจัดการแอดเมลล์เขาไปเสร็จสรรพ คุยได้ความว่ามันเป็น AFS conselor ที่หาโฮสให้เราที่นู้นชื่อ Flavio-ฟล่าเวียว บอกว่าเราได้โฮสแล้วนะ เราเลยถามเลย โฮสกูเป็นใคร แฟมิลี่ที่เราเป็นยังไง มันบอก
‘ยังไม่บอกดีกว่า เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น’ แน้...เล่นกูอีก!
![]()
แต่หลังจากคุยกะมันไม่นาน เอเอฟเอสไทยก็ส่งเอกสารแจ้งเรื่องโฮสแฟมิลี่มาให้ค่ะ อันนี้เป็นทางการว่าได้ชัวร์แล้ว ได้อยู่กับครอบครัว Schneider ณ เมือง Jataí ในรัฐ Goiás เรารีบเปิดกูเกิลเอิร์ธเลย...
ตายห่า....กูอยู่ซะกลางประเทศ จะร้อนมั้ยวะ
ตอนนั้นรู้เรื่องบราซิลพอสมควร ก่อนได้โฮส อยากอยู่ตอนใต้ เพราะมันอากาศดีอ่ะ พอรู้ตัวว่าได้อยู่บนที่ราบกลางประเทศ no snow no sea กันเลยทีเดียว แอบสะพรึงนิดนึง แต่ก็ไม่ได้คิดมากอะไร เพราะก็มีเพื่อนที่ได้ไปอยู่ทางตอนเหนือ ซึ่งร้อนมวากกกกกว่าเราอีกนะ
คนที่ได้โฮสแล้ว บางคนโฮสก็ติดต่อมาเองเลย อาจจะทางเมลล์ หรือทางจดหมาย (ดีจัง) แต่โฮสเรายังเงียบอยู่เลย หาเมลล์เขาในเอกสารของเอเอฟอสก็ไม่มีมาให้ มีแต่เบอร์โทรศัพท์ เอาไงดี.....
โทรไปเลยละกัน!!
เป็นการโทรทางไกลครั้งแรกในชีวิต กดผิดๆ ถูกๆ เบอร์ยาวชิบ กดเบอร์เสร็จก็ลุ้น..นี่กูกดถูกมั้ย แต่พอสัญญาณดังว่าติดเท่านั้นล่ะ ...ลุ้นยิ่งกว่าเดิม ฮ่าๆ
เสียงผู้หญิงรับเป็นสำเนียงที่นู้น แต่เรารู้ว่ามันคือ ฮัลโหล เลยแนะนำตัวไปเป็นภาษาอังกฤษ ว่าเออโทรมาจากไทยนะ เป็นเด็กที่ยูจะรับเป็นโฮสไง ชื่องี้ๆๆ ..
เงียบไปแป๊บนึง ...เหมือนเขาจะพูดอะไรสักอย่างกะพ่อ (คนรับคือลูกสาว)
นั่นล่ะ...แล้วเขาก็แนะนำตัวเองบ้าง ไอ้เราก็กลัวจะยาว เลยขอเมลล์เขาไว้คุยใน msn
หลังจากนั้นก็คุยทางเอ็มตลอดนานๆ ที เพราะเวลาเขาไม่ตรงกับเราและยังไม่มีอะไรจะคุยเท่าไหร่
เผลอแป๊บเดียว.....
จะปลายเดือนกุมภา....ถึงวันเดินทางแล้วสิ!
เราเป็นรุ่นแรกที่จะเดินทางไป-กลับโดยสนามบินสุวรรณภูมิ(รุ่นก่อนเราเท่กว่า ไปดอนเมือง แต่กลับสุวรรณภูมิ!)
เครื่องออกแต่เช้าค่ะ เราก็มีแม่กับญาติๆ และเพื่อนอีก 2 คนไปส่ง วันนั้นไม่ได้ร้องไห้เลยนะ แต่เรากับแม่ก็กอดกันนานอยู่(เหมือนกับไม่ได้กอดมาชาตินึง) รู้สึกพร้อมแต่ก็ตื่นเต้น หวิวๆ พึ่งจะเคยนั่งเครื่องบินครั้งแรก ...ใช่ ครั้งแรกก็เอาซะอ่วมเลย
รายละเอียดการเดินทาง ที่ไหน ยังไง เอ๊ะ!
อย่างที่บอกว่าไม่ได้น้ำตาแตก หรือน้ำตาตกในอะไรที่เมืองไทย แต่มันไปพรากๆ เอาตอนนั่งเครื่องบินข้ามแปซิฟิกนี่สิ คือว่าตอนนั้นก็นั่งๆ นอนๆ จนเมื่อยแล้ว เลยหยิบสมุดขึ้นมาจดว่าเราเดินทางมายังไงบ้าง เจออะไรบ้าง (กลัวลืม) จดไป ใจหายวาบ....กริ๊ดดดดดด กูจากเมืองไทยมาเพื่อไปอยู่บราซิล 1 ปี เลยหรอวะ ตอนนั้นแอบน้ำตาร่วง ไม่ได้เศร้าอ่า...แต่มันใจหายจริงๆ
ช่วงที่นั่งข้ามแปซิฟิกมันนานมาก 12 ชม. ...ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าข้ามมหาสมุทรน่ะ หลุมอากาศ+มรสุมเยอะมาก เครื่องก็สั่นไหวๆ เป็นระยะๆ ตอนนั้นหลับไม่ได้เลยอ่ะ คือทั้งระทึก มึน เบื่อ เมื่อยขา ปวดตูด เวลาสจ๊วตประกาศ กรุณาอย่าลุกออกไปไหน คาดเข็มขัด จากนั้นเครื่องก็สั่นกึกๆๆๆๆ ...ซึ่งประกาศบ่อยมากเลยพี่!
เวรรรรรร ....ตอนนั้นท่องนะโม สวดมนต์ยาวกันเลยทีเดียว แอบคิดว่ากูบ้าไปคนเดียวรึป่าววะ
แต่เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกตอนเจอกันในค่ายทีหลัง(เดี๋ยวเล่าให้ฟังอีกที)ว่า กูก็นั่งภาวนาสวดมนต์เหมือนกันเลยมึง ฮ่า ฮ่า
ผ่านไปแป๊บบบบเดียว 28 ชม.เท่านั้นบนเครื่องบิน
ชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยน (มันไม่ง่าย!) กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
to be continued
พึ่งกลับมาจากรับน้อง (รับน้องมหาลัยนี่ล่ะ!) เหนื่อยมากกกกกกก และเมื่อยแบบไม่อยากจะขยับตัว ยังคงติดเกมใน FB อยู่แต่เพลาๆลงเยอะแล้ว 55 ใครเล่นแอดมาได้นะคะ บอกหน่อยก็ดีว่ามาจากเอ็กทีน




